e M m i e 的个人资料*¤•*。 n O o ~ e M m ☆•:*...照片日志列表更多 工具 帮助
2007/1/27

เข้าใจตัวเอง..

  

เปิดเทอมได้สามอาทิตย์แล้ว....พรุ่งีน้เช้าก้อมี quiz ของ passenger transportation ตั้งกะแปดโมงเรย... จะตื่นไหวมั้ยพี่น้องค้าบ

ต้องไปแย่งที่จอดกะเด็กที่มาสอบเข้า พรุ่งนี้...เง้อ

ตอนนี้ก้อไม่เหงาแล้ว แอบหนีไปป้วนเปี้ยนที่บ้านสิงโตมานะ ขอบคุณ จอย เขียน เอก กิ๊บ ไกด์ นิค และอีกหลายๆคน ชวนเล่นไพ่ ชวนกิน แล้วก้อ"ดึง" กันทั้งวัน -*- เง้อ

วันนี้เจ๊เปลี่ยว ขับรถปายต่อพาสปอร์ตมาที่กงศุล...เอ๋อไปหลายรอบมาก กะลังสงสัยอยู่ว่าทำไมส่วนสูงมันลดลงได้ด้วยหรอ

ปีที่แล้วยัง 164อยู่เรย...ไหงปีนี้มาน 163 ฟระคะ -*- จากนั้นไปทำฟันมาที่โรงพยาบาลวิภาวดี ต่อด้วยไปเอาซีดีกะเจ้าแพนที่เซ็นลาด ดู รูปจากกล้องเจ้าแพนแร้น สวยสดงดงามมาก(แต่ฉานว่ามัน หดงดงาม อืดบวมบานมากกว่า) ไว้ว่างๆจะอัพลงspaceแระกัน ขอบคุณน้องแพนมา ณ.ที่นี้ด้วย ฮี่ๆ ก่อนกลับแอบแว่ปกินโกโก้เยน ใส่เจลลี่ลาเต้ ของstarbucks แล้วรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นเยอะเรย...(น้ำหนักขึ้นเยอะเรยมากกว่า = =) ไม่ได้กินกาแฟมาได้สองวันแล้ว 555 จะขาดใจ

ตอนบ่ายแวะไปเยี่ยมแพรวมาที่อโศก สแกนดิเนเวียร์แอร์ไลน์ หะรูหะราเจงงงเพื่อนช้าน นู๋แพรวเปี้ยนไป๋ ขอแซวหน่อย เด๋วนี้ใส่คอนแทคเลน์กะแต่งหน้าแล้วนะ งามมากๆย่ะ น่าจะแต่งนานแล้วนะเนี่ย

ตอนเยนแวะไปเดินตลาดนัดเมเจอร์ ไปทำวีรกรรมพิสดารไว้........นึกแล้วก้อ..จุดจุดจุด

ตอนค่ำไปเจอคุณนายศศิที่งานกาเสดแฟร์ วันแรกมะค่อยมีอะไรเท่าไหร่ ไว้อาทิตย์หน้าจาไปเดิน....(กินมะขามฟรี)ใหม่ อิอิ!! จะนัดทั้งทีเด่วนี้ต้องจองตัวเปนอาทิตย์เรย พวกมีแฟนแล้วลืมเพื่อนนนนนน จำไว้!!

----------------

เปนแบบนี้มาสามวันแระ อัพไม่เสดซักที -*-

จะบอกว่า ขี้เกียจอ่ะ ต่อไปนี้คงได้มาอัพนานๆทีแระนะ เพราะกิจกรรมเยอะมากๆๆๆ ตีแบด เรียน วิ่ง กิน นอน เที่ยว ดูหนัง นั่งชิว

เสาร์ที่ 27 ม.ค............วันนี้ตื่นสาย ไปสอบเกือบมะทัน แต่อาจารย์ชิ้วชิว...หลุดปากบอกคำตอบมาจนได้ เรียน passengerกะairline business ไหงออกข้อสอบเกี่ยวกับ Strategic ข้อใหญ่มาตู้มนึงละเจ้าคะ แต่ไม่เปนไรนะ เอาความรู้จากเทอมก่อนๆกะHRMมามั่วกัน ฮี่ๆ ลอกกะเอกthe ติ๋ม & ใหม่ ซำบายยย ไปตลาดศาลายามา ซื้อของกินมาเยอะโคตร ช่วงนี้มีความสุข กินอิ่ม นอนหลับ ตอนนี้กะลังหัดเล่นวินนิ่ง มีคนท้าดวลเรา...ขอเจ๊ฝึกมือก่อน ชนะผู้หญิงแล้วมันภูมิใจมากแมะ? หยามกันดีนัก เก่งแล้วอย่าหาว่าไม่เตือนนะยะ-*-

อีกสามอาทิตย์จาสอบมิดเทอมแร้น งานเยอะชะมัดเรย แต่ยังไงก้อ....สู้ตาย!!

บ๊ายบาย

u know i dO ____ :)

 

 

2007/1/16

TGS

 

 มาแร้นค่ะ.....รูปงานThailand Game Show เมื่อ 12-14 มกราคมที่ผ่านมา ขอบอกว่าจัดได้ดีจิงๆ

พริตติ้น่ารักทั้งน้านนน (ของเค้าดีจิงๆ) ฮ่าๆสรุปคือไม่รู้ดูเกมส์หรือดูสาวๆอ่ะนะแต่ที่รู้ๆ ได้แผ่นเกมส์+ของรางวัลมาเพียบ >w<
 
ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่มาเชียร์
มะปราง แพน จ๋า เจ้าเอ็น นก แพท พี่โจ้ พี่ตั้ม โอ๊ตฯ และอีกหลายคนที่ไม่ได้เอ่ยชื่อ....(ก้อลืมอีกนั่นแหละ)
ขอบคุณรูปจ๋วยๆจากกล้อง แพน มะปราง นก พี่ป๊อป พี่หน่อง
ขอบคุณร้านตัดชุดป้าใจที่ต้นแนะนำ ทำชุดมาได้งามมากๆ
ขอบคุณจ๋า&ติ ที่ไปหาซื้อรองเท้าเปนเพื่อน แม้จาเรื่องมากไปหน่อยก้อเหอะ แต่ก้ออกมาโอนะเฟ่ยยย~
ขอบคุณอรรจที่ช่วยเพ้น ทำรองเท้า......ชั้นเลอะ!
ลืมบอกไป คอสเปน อาริน จากเกมส์ ปังย่าแหละ ไม่น่าเชื่อว่าชุด ออกมาเหมือนมาก บวกกับรองเท้าที่ตั้งใจทำสุดๆเปนครั้งแรก.....เละไปเลยคับพี่น้อง~ เอ้ย ไม่ๆๆ ก้อเหมือนนะ.... ถ้าดูไกลๆ 555
 
รูปแรก ถ่ายกะหอยมิ อยู่ซุ้ม OneNet
 

ฮี่ๆ ได้ตุ๊กตาตัวเล็กกะตัวใหญที่บูทนี้ติดมือกลับบ้านมาเพียบเยย...ชอบจัยย >w<

ได้ตุ๊กตามาแหละ จาก ไปเล่นเกมส์มา ได้ตุ๊กตาจาก RAN Online มาแหละ นิ่มมากๆๆๆๆๆๆๆ

เจ้าเอ็น มะปราง เอ็ม & จ๋า

ส่วนคนเนี้ย.....ข้างล้างเนี้ย....

 
สุดหล่อของมะปรางเค้าล่ะ...แต่เจ้าตัวไม่ยอมถ่ายด้วย เพราะเขิลล 555

เอาลงแค่นี้แระกานที่เหลือ ดูจาก alBum เน้อ 

ก้อเปิดเทอมได้อาทิตย์ที่สองแล้วแหละ งานเริ่มมาเรื่อยๆละ แต่ก้อstill ชิว อยู่เรยนะพี่น้องง...วันๆเอาแต่กินๆๆแล้วก้อกิน เพิ่งไปกิน MU sushiมา สามคนสั่งไปยังกะมากันเปนสิบ...ก้อนะ เพิ่งจะบ่ายสามเอง กินไปสามมื้อแล้ว เง้อออ~~~
 
แต่มะเปนไร นู๋เอ็มบ่หยั่น มีเพื่อนหม่ำแล้วมันเพลินเน๊าะ ได้กินCuppa สมใจแร้น ฮ่าๆๆ
Cuppa crunch mocca + ข้าวผัดคัปป้าไข่เจียว (ไม่ได้ค่าโฆษณานะ)
 
น่าหม่ำที่ซู้ดเรยช่ายม๊า แต่ไม่ต้องบอกก้อรู้ว่าต้องอ้วนมากกกกกกๆ... T_T
 
เทอมนี้... เปลี่ยวเจงงง เพื่อนๆที่ซี้ๆเทอมนี้ไปฝึกงาน ไม่ก้อจบกันซะส่วนใหญ่ ส่วนคนอื่นก้อมะด้ายอยู่คอนโดหรือหออ้ะ เซ็งเรย กินข้าวเยนคนเดียว เพิ่งรู้ผลเสียของการคบพวกที่แก่กว่ามันเปนงี้นี่เอง ส่วนแก๊งanimal panic ก้อจบกันสามปีครึ่งนะค้าบบ...จารีบจบกานไปทำไมยะ : p ไคว่างมากินข้าวเปนเพื่อนด้วยนะ 555 (ล้อเล่นย่ะ!)
พูดถึงเรื่อง Senior Trip เสียงส่วนใหญ่เหนว่าจะไปฮ่องกงดิส+เสินเจิ้นกันนะ...(ไปแอบsurveyกันตั้งกะมะหร่าย) อีกใจก้ออยากไปภูเก็ตมากกว่าอ้ะ อยากไปปล่อยแก่ ชิวๆ ถ่ายรูปเล่นกะเพือนๆก่อนจบ ฮ่องกงดิสกะเสินเจิ้นมันอีกอารมณ์เรยอ่ะ ขี้เกียจไปช๊อปปิ้งของปลอม! อีกอย่าง กลัวไปตาร้อนใส่คนที่ปายกันเปนคู่ๆด้วย แบร่ๆ : p
ไปนอนแระ ยังไม่หายป่วยเรย เปนมาได้เกือบสองอาทิตย์แว้ว TT อยากกินไอติมซเวนเซ่น ออกโปรโมชั่นใหม่ 59 สตรอเบอรรี่มั้งงงง ถูกจายยยหอยจุ๊บมากๆๆ จะรีบหายไวๆไปหม่ำนะจ้ะ สู้ตายยย...
 

ท่าตี มะติดปัง -*- ปกติก้อไม่เคยติดอยู่แร้ว เง้อ~

 
 
บ๊ายบาย เม้นด้วยๆๆ
2007/1/8

P r o u n d t O b e M U I C~*...(ผู้เขียนคิดด้ายไง)

พรุ่งนี้เปิดเรียนแร้นนน ^^ ดีจัยมากๆๆๆ จะได้ไปกินคัปป้าครั้นม๊อคค่าปั่นหยาบนะค้าบ นัดนกไว้ว่าจาไปท่าพระจันทร์ กะ วังหลัง
วันนี้ขับรถทั้งวันเรยย T__T หาซื้อรองเท้าบูทสีขาว เจเจ ตะวันนา ไปมาสองวันแระ เรื่องมากไปหน่อย ไม่ได้ซักที่ -__- สุดท้ายกลับไปเอาที่ตะวันนา ต่อราคากันเข้าไปดิ เหลือ 330!! ถูกจายมาก แต่ก้อต้องเอาไปทำอีกเยอะแหละนะ  วันที่ไปเจเจ ไปกินไก่ย่างกอแระมา เดินหาร้านนานโคตร... แถมได้แต่กิน ไม่ได้ไรติดมือมาสักอย่าง เสียดายมะได้แวะไปอุดหนุนร้านของแจนเลย...เด๋วไว้พรุ่งนี้ไปอุดหนุนที่คัปป้าแทนละกันนะ ฮุๆ^^
 
พอดี ไปเจอกระทู้นี้มาจากเวปเด็กดีอ้ะ เลยส่งไปให้แพนด้าอ่าน แพนด้าเรยFwd ต่อกันเปนทดๆๆ อ่านแล้วก้อตัวลอยซะ
อยากจะฝากกะรุ่นน้องปีที่เข้ามาใหม่ๆว่า ชื่อเสียงที่พวกพี่รุ่นก่อนๆทำกันไว้ก้อจะแย่แล้ว อย่าฉุดให้มันร่วงไปกว่านี้เลย 555....มะช่ายแระ

 
MUIC (มหิดลอินเตอร์) .. "โคตร" มหาวิทยาลัย ด้านภาษาอังกฤษ..(กระทู้ภาคต่อจาก ABAC..)

สืบเนื่องจากกระทู้ วิเคราะห์ มหาวิทยาลัยรัฐ

ทั้ง จุฬา , ธรรมศาสตร์ ,เกษตร , มหิดล ,3พระจอม , ศิลปากร

http://www.dek-d.com/myBoard/view.php?id=577785



และกระทู้วิเคราะห์ ABAC  & ม.กรุงเทพ

http://www.dek-d.com/myBoard/view.php?id=579311



สองกระทู้นี้ติดอันดับ top 5 ของเด็กดี ทำให้ผมเหลิงอย่างแรงจนหยุดไม่อยู่!!..จึงมาตั้งกระทู้นี้ครับ



แต่ก่อนอื่นขอกราบขออภัย คนที่ไม่พอใจในทั้งสองกระทู้ข้างต้น

ไม่ว่า จะเรื่องที่ผมพิมพ์ผิดบ่อย และ ที่ผมศึกษาประวัติของแต่ละมหาวิทยาลัยไม่ดีพอ ทำให้ เกิดความผิดพลาดด้าน ข้อมูลทางประวัติศาสตร์อยู่บ้างง



ขออภัยมาณที่นี้ครับ และจะปรับปรุงให้ดีขึ้นในกระทู้นี้



แต่ผมจะไม่ขออภัยกับความเห็น ประเภท "ไม่จริงๆ..มหาลัยเราดีกว่าที่เขียนนี้เยอะ ทั้ง อย่างงั้น อย่างโง้นอย่างงี้"



ความเห็นเหล่านี้ผมจะไม่ขออภัยครับ เพราะบอกไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า เป็น "มุมมอง" ของคนภายนอก "ส่วนใหญ่" (และไม่ใช่"ทุกคน") ที่มองเข้ามา



มาต่อกันที่ MUIC (Mahidol University International College)







==== MUIC ====



ปฎิเสธ ไม่ได้เลยว่า มหิดลอินเตอร์ คือ สัญญลักษณ์ แห่ง "ภาษาอังกฤษ" อย่างชัดเจนแจ่มแจ๋วที่สุดในประเทศไทย ยิ่งกว่า ABAC , SIIT จะสูสีก็แค่  ธรรมศาสตร์อินเตอร์เท่านั้น (ใครว่าไม่จริงผมเถียงหัวชนฝา)

สาเหตุที่ผมนำ Mahidol Inter มาเขียนในกระทู้ที่แยกออกมาจาก ม.รัฐ เดี่ยวๆ

เพราะมันมีความ "แตกต่าง" อย่างสุดขั้วจริงๆ

จะเอกชนก็ไม่ใช่ ม.รัฐ ก็ไม่ใช่

แล้วมันเป็นยังไง??



ผมขอเกริ่นเลยละกันนะครับ



Mahidol Inte มีระบบ ที่เรียกได้ว่า "ยอดอัจฉริยะ" ในการรับนักเรียนเข้าอย่างแท้จริงครับ ไม่เหมือน ม.ไหนๆ ในประเทศไทยเลย

มาดูระบบมหาวิทยาลัยอื่นกันก่อนนะครับ



__ "ABAC" __

รับหมดเลย นักเรียนเก่งไม่เก่งอ่ะไรรับหมด แล้วมาเรียนปรับพื้นฐานกัน ตอนเข้ามหาวิทยาลัย

และแน่นอน ..เรียนเป็นภาษาอังกฤษ



ปัญหาที่ตามมาจากระบบแบบนี้คือ

ABAC ได้เงินเข้า มหาวิทยาลัยเยอะแยะมหาศาล จากค่าเทอมที่แพง แล้วก็เยอะเพราะรับเด็กเข้ามาไม่อั้น



แต่ก็แลกมาด้วย ภาพลักษณ์ที่ดูด้อยลงเรื่อยๆ เรื่องคุณภาพเด็ก ที่แย่กว่าเมื่อก่อน ..(ก็เล่นรับหมดเลยหนิหน่า)



เงินเยอะ..ภาพแย่ลงหน่อย  คุณภาพเด็กด้อยลงนิดดด...ไม่เป็นไร...เพราะนี่คือ ABAC

__"ธรรมศาสตร์ อินเตอร์" __

มหาวิทยาลัย International คุณภาพอีกแห่ง ทีได้ขึ้นชื่อเรื่องความยากในการสอบเข้า

ใครสอบเข้ามาได้ นี่ต้องมีภาษาอังกฤษที่แข็งแรงดังเทพเจ้าเช่นกัน



ธรรมศาสตร์ interจึงผลิตบุคลากร ที่มีคุณภาพด้านภาษา และวิชาการ มากมายออกมา



แต่...คนน้อย เพราะ เข้ายากชิบเป๋ง

ปัญหาที่ตามมาของธรรมศาสตร์ inter คือ กะตังน้อยหน่อย แต่คุณภาพมากหน่อย



เงินน้อยหน่อย...คุณภาพมาก่อน...ไม่เป็นไร นี่คือ ธรรมศาสตร์ inter

=========================



สังเกตว่า ถ้าอยากได้คุณภาพเงินก็ต้องลดลง

ถ้าอยากได้เงิน คุณภาพก็ด้อยลง

ดูเหมือนจะเป็นเหตุผลที่จริงแท้ของ มหาวิทยาลัย นานาชาติ ของประเทศไทยที่ต้องทำใจไปแล้ว



แต่ MUIC ... เป็นอ่ะไรที่แตกต่างมาก!!!

MUIC ใช้ระบบ "กรูจะเอาทั้งเงิน และทั้งคุณภาพว้อย..!!"



เฮ่ยมันทำได้ไง(วะ?)



มหิดล inter มีการสอบเข้าที่ยากดั่งเทพเจ้าไม่แพ้ กับ ธรรมศาสตร์ inter เลยในระดับความยากของ ภาษาอังกฤษที่ใช้สอบ

แต่ มหิดล inter กลับได้ทั้งตัง แถมได้ทั้งเด็กอีก...แล้วมันทำได้ไงละ?



มันทำได้เพราะมหิดลนั้น มีสถานที่ ที่เรียกว่า



"PRE COLLEGE" ครับผม!!



PRE COLLEGE เป็น สถานที่ซึ่ง ถ้าเด็กที่สอบเข้า มหิดล inter ไม่ได้ ก็จะโดนจับโยนเข้าที่นี่ (เรียกสั้นๆว่า PC)

PC จะแบ่งออกเป็น 5 ระดับ



BP , PC1 , PC2 ,PC3 ,PC4 .... ใครจะโดนจับโยนเข้าไปในระดับไหนก็สุดแต่ระดับความรู้ของภาษาอังกฤษที่สอบเข้าได้

ถ้าคะแนนเกือบเข้า MUIC ได้แล้วก็โดนจับ โยนไป PC4...แต่ถ้าคะแนนแย่สุดๆ ก็โดนจับโยนไป BP..ตามละดับ



หากคุณเรียน จบ BP..คุณก็จะขึ้น PC1...พอจบ PC1 ก็จะขึ้น PC2....ไปเรื่อย ..หากคุณจบ PC4..ก็ไปเข้า MUIC เหมือนเป็นการต่อสู้ผ่านด่านไปเรื่อยๆเพื่อ



เข้ามหาวิทยาลัย MUIC นั่นเอง



PC เหมือนเป็นโรงเรียน ปรับพื้นฐาน เพื่อไปเข้า MUIC อีกทีหากเรียนจบ ถึงขั้น PC4 แปลว่าคุณพร้อมแล้วที่จะเข้า MUIC

อาจจะมีคำถามว่า

โห่ก็แค่เรียนปรับพื้นฐานวะ ที่มหาลัยไหนก็มี ...แล้วมันต่างกับ ABAC หรือ ธรรมศาสตร์ inter ยังไง?



PC ไม่ใช่(โรง)เรียนปรับพื้นฐาน ทั่วไปครับ



ระยะเวลาที่จะผ่าน PC ไปซัก 1ขั้นเนี่ย ((เช่นจาก PC1 ไป PC2))

ใช้เวลา 3 เดือน!!!



หมายความว่าถ้าคุณ ไปติดอยู่ BP...คุณต้องใช้เวลา 15 เดือนเต็มๆก่อนเข้า MUIC ได้



แล้วค่าเทอมของ PC ต่อระดับ นึงนะหรอครับ



3 หมื่นครับ...3หมื่น...ถ้าคุณไปติด BP คุณก็เตรียมเงินไว้เลย แสนห้า!...เพื่อเรียน PRE COLLEGE อย่างเดียว (ยังไม่นับค่าเทอม เมื่อเข้า MUIC)

แล้วการที่จะผ่านระดับ จาก PC นึง ไปอีก PC นึงนั้นยากดั่งเทพเจ้าเลยครับ



จนเป็นที่กล่าวขาญว่า

"จะเรียน บริชติสคอนซิลหรอ...เรียน PRE COLLEGE มหิดลก็ได้ครับ"







Mahidol inter ใช้สูตรนี้นั่นเอง ได้ทั้งคุณภาพ และ ปริมาณเงิน!!

เอาเด็ก ที่ไม่พร้อม ไปเข้า PC....แล้วรับตังๆๆๆๆๆๆๆ เข้ามาเยอะๆๆๆ แล้วก็ไปเติมเงิน เข้า MUIC



คนที่ไม่มีคุณภาพ(มากพอ)ก็จะไปติดอยู่ที่ PC..ไม่ได้เข้ามหาลัยซักที ทำหน้าที่จ่ายตังไปเรื่อยๆ



ส่วนคนที่อยู่ MUIC แปลว่าต้องเก่งแล้ว (มาจากที่คนที่สอบเข้าได้เลย..และคนที่ไต่ขึ้นมาจาก PC จนเก่ง)

พอจบออกมาก็มีคุณภาพ

โอ้โห ได้ทั้งตัง..ได้ทั้งคุณภาพเด็ก

ไม่เรียกระบบอัจฉริยะ ก็ไม่รู้จะเรียกว่าไงแล้วครับ!!



คุณภาพได้เท่าเด็ก ธรรมศาสตร์ inter (หรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ)ตังก็รับได้เพียบ หยั่งกะอยู่ ABAC



และ ทั้งหมดนั้นเป็นระบบของ มหิดลอินเตอร์

ที่ทำให้ ภาพลักษณ์ ของที่นี่ไม่มี คำว่า "เด็กห่วย" หรือ "เด็กentไม่ติด(เหมือนที่ ABAC โดน)"  เพราะ พวกเขาเหล่านี้ได้พิสูจน์แล้วว่า



"ถึงกรู ent ไม่ติด..แต่เมิงอย่ามาแข่งภาษาอังกฤษกับกรูละกัน แถมกรูอยู่มหาลัยรัฐด้วยเอ้า..มาสิมาสิ (จะไปเถียงอะไรเค้าได้อีกละ)"



ใครลอง ใจกล้าเดินเข้าไปพูดกับอังกฤษกับเด็ก MUIC ซักคนเนี่ยรับรองว่า อ้วกกลับมาแน่ครับ เพราะพวกเขานั้น อังกฤษแน่นกว่าเด็ก ต่างประเทศบางคน



ซะอีก (เพื่อนผม จบอเมกามา 8 ปี...กลับมา ติด PC3 เฉยเลยคิดดู!!)



มหิดลอินเตอร์ แม้จะไม่ได้เด่นดังด้านวิชาการ เหมือน เหล่ามหาวิทยาลัยรัฐ เช่น จุฬา , ธรรมศาสตร์ ..etc



แต่เรื่องภาษาอังกฤษ อันเป็นที่ต้องการของ บริษัทข้ามชาตินั้น ...เถียงไม่ได้เลย ว่าไม่มีใครเทียบได้แล้วในประเทศไทย (สูสีแค่ ธรรมศาสตร์อินเตอร์)



ABAC ก็ ABAC เถอะครับภาษาอังกฤษคุณดีแค่ไหน ก็ ชิดซ้ายครับ...(พูดกันตรงๆครับ)







และแน่นอนว่า นอกจากภาพลักษณ์ด้าน ภาษาอังกฤษ ของ MUIC ที่เก่งกาจราวกับเทวดา นางฟ้าแล้ว

look ที่ตามมาก็คือ



"สมาคมคุณหนู ไฮโซ" แห่งประเทศไทย อีกแห่งนึงเหมือน ABAC เลยครับ



ค่าเทอมของ MUIC นั้น "แพงกว่า ABAC" ซะอีก

เรียกได้ว่า ผมขับรถ Honda Jazzคันเล็กๆ ของผมเข้าไปในนี้ ก็เหมือนไปเจอ ที่จอดรถของพวกประธานบริษัทเลยครับ  (นึกกันออกนะว่ารถอ่ะไรบ้าง)

โอ้โห....อยากจะด่าจิงๆว่า เฮ่ยนี่ตังพ่อตังแม่เมิงนะคร้าบไม่ใช่ตังเมิง...ใช้กันบันยะบันยังหน่อย

เด็กMUICเป็นที่ต้องการตัว "อย่างมากๆๆ" ของบริษัทข้ามชาติ ไม่ใช่เพราะ ความรู้ที่แม่นยำ..แต่เพราะภาษาอังกฤษที่ สื่อสารได้อย่างคล่องแคล่วไม่ติดขัด



ทั้งการเขียน และ การพูด.. (เน้นที่การเขียน)



เผลอๆจะเขียนอังกฤษเก่งกว่า เจ้าของบริษัทด้วยมั้งนั่น!

MUIC นั้นเป็นมหาวิทยาลัย



"เข้ายาก...ออกก็ง่าย .."น่ากลัวมากๆครับผม T_T (ออกง่าย = โดนไล่ออกง่าย)

ใครว่าไม่จริง ผมเถียงหัวชนฝาเลย

ตัวผมเองเรียน จบจากโรงเรียน เอกชนชื่อดัง อายุ นานเป็น 100 กว่าปีมาก่อนและโรงเรียนนี้ก็ มีภาษาอังกฤษเป็นตัวชูโรงมาแต่ไหนแล้ว

แต่ Skill อังกฤษผมก็ แค่ถูๆไถๆนะไม่ได้เก่ง และก็ไม่ได้ห่วยบัดซบเกินไป



พอเข้ามหาวิทยาลัยผมก็ เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยรัฐที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง (ที่ผมวิจารณ์ไว้ในกระทู้ตัวเองนั่นแหละ)



ผมสอบวิชา Eng ของมหาวิทยาลัยผมได้ A!..โอ้น่าช่างน่าภูมิใจจริงๆ!!..อยู่ในโรงเรียน อังกฤษผมแค่พอถูไถ มาอยู่นี่ ได้ A..ถึงจะว่าหลอกตัวเองแต่มันก็



น่าภูมิใจเหมือนกันว่าพื้นฐานเราดี



แต่หารู้ไม่ว่า



Skill ภาษาอังกฤษผมยังสู้ เด็ก PC3 ของที่ นี่ไม่ได้เลยครับ T_T

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวก MUIC เลย...พวกนั้นเค้าไปไกลระดับไหนแล้วก็ไม่รู้ครับ เรื่องภาษาอังกฤษ

ทำเอาความภูมิใจโง่ๆของผม ลดฮวบไปเลย 555

Look ของที่นี่



-มหิดลอินเตอร์ อ่ะไรวะไม่รู้จัก? (มีบ้างๆ)

- แรดหวะ (ผู้หญิงที่นี่แต่งตัวกันสุดๆเหมือนกันครับ พุดกันตรงๆ)

- โห......Excuse me .. can you speak thai? (กูจะคุยกับมันยังไงดี)

- ไฮโซ ที่สุดในโลก

- ไอ่พวก ลูกคนรวย คุณหนู ยะโสโอหัง

- อี๋ เด็ก ent ไม่ติด (พวกที่ไม่รู้ว่ามันยากขนาดไหน)

- ผู้หญิงสวยยยยยยยย (มาก)

- สมาคมที่จอดรถหรูแห่งประเทศไทย

- พวกเด็กนอก!

- พวกนี้ระดับโลก



เท่านี้ครับสำหรับมหิดลอินเตอร์

ส่วนตัว แม้ว่าจะไม่ได้เรียนที่นี่ แต่ก็ชื่นชม ในคุณภาพ ด้านภาษาอังกฤษจริงๆครับ (วิชาการไม่เกี่ยว)

MUIC จะเป็นตัวแทน แห่งมหาวิทยาลัยไทย ใจเมืองนอก ในใจเด็กไทย(อย่างผม)ไปอีกนานครับ



-------------------------------------------------

สุดท้าย..ผมคงจะเขียนกระทู้นี้เป็นกระทู้สุดท้าย

เพราะตระหนักแล้วว่า เด็กไทยชอบ ทะเลาะกันมากกว่าที่จะเปิดใจรับฟังและคุยกันดีๆ กระทู้ของผมทำให้คนทะเลาะกันเยอะแยะก็ต้องขออภัยด้วย



นี่เป็นแค่ความเห็นส่วนบุคคล โปรดใช้วิจรญาณ ในการอ่านนะครับ โตๆกันแล้ว

..การมานั่งทะเลาะกันด่ากัน ว่ามหาลัยกรูดีกว่าเมิงนะ มหาลัยเมิงแย่กว่ากรูนะ...มหาลัยกรูมีชื่อเสียงนะ ..มหาลัยเมิงไม่มี

มหาลัยกรูรัฐบาลนะ..เมิงมันเอกชน...



ขอบอกหน่อยเหอะครับ

พวกคุณมัน "บ้า" และ "ปัญญาอ่อน"



ถึงผมจะเคยวิจารณ์ ม.บาง ม.เสียๆหายๆ...แต่ผมก็ไม่เคยดูถูกใครเลย..ผมไม่เคยเขียนดูถูก เด็กไทยคนไหนเลยในกระทู้

ผมเขียนวิจารณ์ที่ระบบมหาวิทยาลัย และ look เท่านั้น..ไม่เคยด่าว่าใครโง่ใครฉลาด



ถ้าคุณคิดว่า ม.ของคุณมันไม่ดีพอ..อ่านกระทู้ผมแล้วมันแทงใจดำจริงจริ้งง!!

คุณต้องตระหนักนะครับว่า LOOK มันเปลี่ยนกันได้!..และมันจะเปลี่ยน LOOK มหาลัยได้ มันก็ต้องเปลี่ยนที่ตัวเด็ก



"LOOK = คุณภาพของเด็กในรุ่นก่อน" จำไว้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ



ธรรมศาสตร์ กับ 14 ตุลา เป็น 1 ใน example ที่ดีเรื่อง look ของมหาวิทยาลัยที่เปลี่นแปลงได้ด้วยนักศึกษา



สรุปก็คือมันก็ต้องเปลี่ยน ที่ ตัวนักเรียนนี่แหละ...ลำพังมหาลัยเอง สร้างตึกที่สวยงามขึ้นมา...มันก็เปลี่ยน LOOKไม่ได้!!

หากอยากจะเปลี่ยน LOOK ของมัน คุณก็ต้องกล้าที่จะเปลี่ยนมันเองครับ (ไม่ใช่เอาแต่นั่งเถียงกัน)



พวกคุณเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้มันดีขึ้นได้ (นะครับ)

การเถียงกันไม่ได้ช่วยพัฒนา ให้มหาวิทยาลัยของคุณดูดีขึ้นแต่อย่างใด!?...(ถ้าเถียงกันแล้วมหาลัยมันดีขึ้น ผมก็เถียงด้วยก็ได้เอ้า)



อย่าคิดว่า เราจบจาก มหาวิทยาลัยของเราแล้วเราได้อ่ะไร..ดังแค่ไหน..มันดียังไง..มันห่วยยังไง เราได้อ่ะไรกลับมา..จบมาตกงานป่าววะ??!!



อยากให้คิดว่า เราจะเข้าไปทำอ่ะไรให้มหาวิทยาลัยเราได้บ้าง??

เราจะเป็นคนที่ สร้างชื่อเสียงอ่ะไรให้กับมหาวิทยาลัยของเราได้บ้าง??!! ถ้าคิดแบบนี้ รับรองว่า ค่านิยมเรื่องสถาบันของคนไทยมันจะดีขึ้นเยอะแยะ



คำว่า ม.เอกชน ,ม.รัฐเป็นแค่ฉากบางๆที่ พวกผู้ใหญ่ค่านิยมเฮงซวยมันปลูกฝังเราเอาไว้ตั้งแต่เด็กๆว่า



"จบมา ต้องเข้า ม.รัฐ ที่นี้ลูก..คณะอ่ะไรก็ได้ เอา ม.นี้ไว้ก่อนอย่าไปเข้าที่อื่น.." แม้ว่าผมจะเข้ามหาวิทยาลัยรัฐ..แต่ก็เพราะมันไม่ไกลบ้าน และชอบหลักสูตรเท่านั้น



และผมก็เกลียดไอ่ค่านิยมปัญญาอ่อนนี่สุดๆ



มันก็แค่ค่านิยม..ของ "ผู้ใหญ่" สมัยก่อนนู้น!...มันเป็นยุคของมหาวิทยาลัยไทยสมัยก่อน ที่มีอยู่ สองแห่ง! (จุฬา,ธรรมศาสตร์)

แล้วไอ่ ค่านิยม โง่ๆพวกนี้แหละ ที่ทำให้ระบบการศึกษาไทยมันห่วยลงเรื่อยๆ



จุดเด่นของมหาวิทยาลัยที่แตกต่างกัน กลับไม่ถูกใช้ ..เอาชื่อไว้ก่อน เอาชื่อไว้ก่อน....คณะอ่ะไรก็ได้ ขอแค่ จุฬา ธรรมศาสตร์พอแว้ว!



เด็กไทยส่วนใหญ่เข้า มหาวิทยาลัย นี่เลือกกันเก่งมาก!!

เลือกคณะกันเก่งมาก!!..โอ้โห จัดลำดับคะแนนกันอย่างเซียน



พอถามว่า "รู้ป่าวคณะที่คุณเลือกเค้าเรียนอ่ะไรกัน?แล้วชอบมั้ยคณะนี้?"

ตอบหน้าตาเฉย "ไม่รู้อ่ะ ไม่ได้อ่านหลักสูตร..รู้แค่ อยากเข้า วิศวะจุฬาอ่ะ..แค่นั้นแหละ"



โอ้โหเวรกรรมประเทศไทย - -'' ..(ยอมรับกันเถอะว่า คุณคนที่นั่งอ่านอยู่ก็เป็นแบบนี้)



การอ่านกระทู้แล้วรู้สึกแทงใจดำ ว่าเอ ทำไมมหาลัยกูมัน look ไม่ดีวะ ไม่ได้ๆๆ ...แล้วก็มาเถียงกัน ด่ากันด้วยวาจาหยาบคาย

ทำแบบนี้ มหาวิทยาลัยไทย มันเลยเจริญไปสู้กับ ระดับโลก เหมือน พวก ม.โตเกียว ไม่ได้ซักทีไงครับผม



"คุณมีหน้าที่เปลี่ยนแปลง ...มหาวิทยาลัยของคุณซะ ..เดี๋ยวนี้ ตอนนี้...ไม่ใช่เถียงกันไอ่บ้า!"



จบครับกระทู้สุดท้ายของผม

ขอบคุณสำหรับผู้ติดตาม

ขอบคุณสำหรับคำด่า 555

บ้ายบาย จุ้บจุ้บ
 

ป.ล.แล็ปท๊อปเรา need back up & format อย่างด่วน มีไคสนใจรับฝากไฟล์ กะ รูปปัญญาอ่อนมั่งมั้ยยย??
เจอกันนพรุ่งนี้ :D คิดถึงเพื่อนๆๆๆๆๆมากกกกกกกกก
2007/1/5

บางเวลาของหัวใจ ไม่จำเป็นต้องรักใคร มากกว่าตัวเอง

 ช่วยไม่ได้ ก้อคนมันโสดดด....

เมื่ออัตราการแยกทางของคู่รักหรืออาจแค่ชอบๆ กันก็ลาจากกันได้ แถมเร็ว...ซะด้วย มีให้เห็นเกลื่อนไป บางทีนะ คนเรามีแบบ “เดี๋ยวอยากมีคู่, อยากมีแฟน แต่พอสักพักกลับอยากอยู่คนเดียว กลับไปใช้ชีวิตตามลำพังก็เยอะ” นี่ไม่นับกรณี “การนอกใจ” เกิดขึ้นนะ เพราะอยู่ดีๆลมเพลมพัดสามารถทำให้อารมณ์ของคนเราอยู่ไม่สุขได้ซำเหมอแหละ

บางท่านเคยมีแฟน แต่ถ้าแฟนสร้างวีรกรรมเป็นขุนแผน หรือนางวันทอง ที่จริงไม่อยากยกตัวอย่างนางวันทองสองใจเท่าไหร่ เพราะถ้าคิดให้ดี หล่อนมีเหตุผลที่จะทำในสิ่งที่ใครๆ หาว่าไม่ดีอยู่เหมือนกันนะ แต่เมื่ออยู่ในวรรณกรรมจะเถียงให้ก็กระไรอยู่ จึงขอให้ท่านผู้มีปัญญาตัดสินเองละกัน

ขืนเคยมีแฟนเจ้าชู้ จึงทำให้น้องนางบางคนชักขยาด เอ้... อย่าว่าแต่สาวไม่แฮปปี้เลย แม้แต่ผู้ชายเองถ้าแฟนสาวเจ้าชู้ ชอบเล่นหูเล่นตากะคนอื่นไปทั่ว คงไม่พอใจเหมือนกันแหงๆ ลมเพชรหึง น่ะ เกิดขึ้นได้อัตโนมัติ แต่ไม่อยากด่วนสรุปว่า ถ้าไม่หึงก็เหมือนไม่รักนะ เพราะมนุษย์ แต่ละคนมีปฏิกิริยาเรื่องหึง/ไม่หึงต่างกัน เอางี้ละกัน ถ้าไม่หึงก็ไม่ได้หมายถึงไม่รักไปซะทุกคน เท่าที่เห็นคนเราส่วนใหญ่มักแสดงออกว่าหึง ส่วนมากหรือน้อยก็แล้วแต่นิสัยของแต่ละคน มนุษย์น่ะตัวดี เลยท่าน เพราะเป็นสิ่งที่ไม่แน่ไม่นอนที่สุดในโลกเชียวล่ะ...ว่ามะ

โอ้โฮเฮะ บ่นตั้งนานเพราะอยากพูดถึง ข้อดีของการเป็นโสด เท่านั้นแหละ ไม่ว่าจะโสดสนิท, โสดชั่วคราว หรือโสดถาวร แม้แต่โสดแบบถูกกาวตราช้างให้ดิ้นไม่หลุดไปจากชะตาลิขิตนี้ก็ได้ทั้งนั้น

ข้อดีของการเป็นโสด น่ะเหรอ โธ่ ช่างไม่รู้ อะไรบ้างเลยจริงๆ อ่ะ...หรือนั่นแน่ ทำเป็นบ่ฮู้ แต่จริงๆน่ะเชี่ยวชาญรู้หรอกน่า แต่ไม่ว่าจะทราบหรือไม่ทราบรึยัง งั้น บอกให้ฟังแบบยัดเยียดก็ได้ ว่า เช่น.....

1.ถ้าเป็นโสด ก็รอดจากการถูกครอบงำทางความคิดของแฟนไง
ถือเป็นโชคดีหรือโชคร้ายก็ได้แล้วแต่ใครจะคิด เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของใครของมัน ไม่ใช่โสดแล้วดีเสมอไป หรือตรงข้าม-เป็นโสดไม่เห็นดีเลย... ที่ไหนล่ะ ไม่ว่าจะโสด, สด-ไม่สด มีคู่รักหรือไม่มีคู่เลิฟย่อมมีทั้งข้อดีข้อเสียทั้งน้าน แต่ข้อดีข้อเสียจะต่างกันไง เรียกว่า ได้อย่าง เสียอย่าง ไง

และเชื่อดิว่า ไม่มีคู่ไหนเห็นคล้อยตามกันไปซะ ทุกเรื่องหรอก บางทีเราคิดแบบนี้ เช่น เห็นดาราคนนี้ (คนไหนไม่รู้) หล่อจัง, ดูดีจังแถมยิ้มเก๋ซะด้วย แต่อีกฝ่ายอาจบอกไม่เห็นเอาไหน ทำให้แฟนเค้าต้องรีบหุบปากสิ เพราะไม่อยากทำให้แฟนเสียน้ำใจ จึงเออออห่อหมกไปกะเค้า.... อย่าห่วงเลยว่าจะมีแต่ คู่เลิฟคู่เดียวทำงี้ เพราะเห็นทำแบบนี้เยอะจนตาลาย เพราะส่วนมากไม่อยากมีเรื่องน่ะสิ

ตรงข้าม การแสดงความเห็นของแฟนบางที ก็ช่วยเปิดโลกทัศน์ให้อีกฝ่ายได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ จึงทำให้ “ตาสว่างขึ้น” ตรงนี้ขึ้นอยู่กับแฟนของ คุณแล้วล่ะ ว่าเป็นคนยังไง ถ้าดีก็ดีไป ถ้าร้ายก็บ้ากันไปเลย

แต่ถ้าเราไม่มีแฟนเลย ย่อมรอดกับปัญหาต้องตามใจความคิดของแฟน ส่วนความเห็นดีๆ ไปหาจากเพื่อนเอาก็ได้

2. ถ้าเป็นโสด ก็ไม่ต้องอดทนและทนอด เพราะแฟน
โห คู่รักบางคู่นะ ตอนคบกันแรกๆก็ช่างน่ารัก, น่าขยำและน่าเข้าใกล้ดีหรอก เพราะอาจไม่จุกจิกจู้จี้, แสนสงบปากสงบคำ, ทำตัวเรียบร้อยหรือเป็นสุภาพชนเต็มร้อย แต่พออยู่กันไปนานๆเข้า เอ้า ไหง เปลี๊ยนไป๋ในด้านที่อีกฝ่ายไม่ชอบไปได้น้อ ดังนั้น ผู้สันทัดกรณีถึงได้ชอบพูดไงว่า พื้นฐานของความรัก คือความอดทน, เชื่อใจกัน, ไว้ใจกัน, ยืนอยู่ข้างเดียวกัน, ไม่โกรธกันข้ามคืน แต่ชีวิตจริงมีคู่ไหนเหรอที่ทำได้? พูดง่ายแต่ทำยาก ยิ่งถ้าให้ทนอดเพราะแฟนไม่รับผิดชอบเท่าไหร่ แล้วรับไหวรึนั่น

3. ถ้าเป็นโสด ย่อมสามารถใช้ชีวิตได้ ตามใจฉัน
ไม่ต้องมัวห่วงว่า ถ้ามีแฟน เค้าก็ต้องการ สเปซ (space พื้นที่ไว้หายใจหายคอเป็นของตัวเอง) เพราะเราเองยังอยากมีเลย

เช่น บางทีเค้าอยากไปเมากะเพื่อนของเค้าบ้าง ไม่ใช่ขลุกอยู่กะเจ๊ตลอดเวลา ซึ่งหากใครมีแฟนไม่ ชอบดื่ม แต่ “ติดเพื่อน” เพราะชอบพูดคุยหรือปรึกษาหารือกับเพื่อน ไม่ใช่กะแฟนคนเดียว ก็ทำใจไว้เหอะ ว่าคุณต้องปล่อยๆเค้าไปบ้าง

แต่เป็นโสดน่ะเหรอต้องแคร์ใครล่ะ นอกจากพ่อแม่ ชอบชีวิตแบบไหนก็ว่ากันไปนะตัว อยากแนะให้ ก็ไม่ได้ เอางี้ กลับไปฟังเพลง รักไม่ช่วยอะไร กับ ไม่อยากให้เธอไว้ใจ เองเหอะ

4. ถ้าเป็นโสด ก็มีเวลาเหลือเฟือสำหรับตัวเอง
แถมไม่ต้องห่วงที่ไปรับไปส่งแฟน หรือแฟนจะมารับมาส่งเราด้วย จึงสามารถใช้เวลาว่างที่มีได้ตามสบาย ไม่ดีรึไง

ไม่ต้อง “ห่วงเขาห่วงเรา” แค่ห่วงตัวเองก็พอ เชอะ สมัยนี้มีน้อยคู่รักที่พอเงินเดือนออก ฝ่ายชาย จะยกเงินทั้งหมดให้แฟนสาวเป็นคนบริหารเงินทอง ในบ้าน เพราะเรื่องเงินทองเค้าก็รับผิดชอบได้ จึงให้ส่วนนึงก็พอ มีรักสมัยนี้ต้องเอาตัวเองรอดให้ได้ด้วย ไม่มีใครเค้าเลี้ยงเราเป็นคุณนายตลอดไปหรอก นอกจากลูกคุณหนูมาเจอกัน หมายถึง รวยกะรวยดันรักกัน แล้วจะหวั่นเรื่องนี้ไปไยใช่มะ

5. ถ้าเป็นโสด อยากทำอะไรสนุกๆก็ได้ เพราะไม่มีใครคอยเป็นมารคอหอย
อยากเดินช็อปฯ แถวตลาดขายของวันหยุดนานทั้งวันก็ได้ ไม่ต้องกลัวแฟนโทร.ถาม/โทร.ตาม และรายงานแฟนว่าอยู่ไหน? ทำอะไร? กับใคร? ส่วนถ้าอยากท่องอินเตอร์เน็ต แชตกับเพื่อนหรือคนแปลกหน้านานๆ ก็ได้ แต่อย่าไปเชื่อคารมคนแปลกหน้าง่ายๆ ล่ะ เพราะมีตัวอย่างไม่ค่อยดีจากการหาคู่ทางเน็ตให้ระอุร้อนฉ่ากันมาแล้ว จำได้ป่าว! ที่จริง ข้อดีของการเป็นโสดยังมีอีกเพียบ แต่ฝอยเป็นแซมเปิ้ลแค่นี้พอ เห็นมะ ว่าถึงโสดก็ไม่สลดหรอกย่ะ

ช่วงนี้อัพบ่อยนะ ^^ ปิดเทอมนินา ออกจากบ้านมันทุกวัน รู้สึกว่าใช้ชีวิตได้คุ้มมักๆเลยปิดเทอมนี้ มีความสุข
มะวานไปตัดชุดที่จะคอสมาแระ แต่งเปนอะไรขออุบเอาไว้ก่อนแระกัน.... ยังไงก้ออย่าลืมมาเชียร์ด้วยนะ งาน TGS 2007....แต่ ได้ข่าวว่ารองเท้ายังมะมีเรย กี้สสสสส~
 
 อาทิตย์หน้าก้อเปิดเทอมและ ม่ายยยย ถ้าเปิดเทอมแล้วก้อต้องกลับไปใช้ชีวิตเหมือนดิมแระอ่ะดิ เด็กเรียน... ท่องไว้ เด็กเรียน...เรียน เสดกลับมาอ่านหนังสือ กิน  นอน.... เทอมนี้จะเอาเกรดสวยๆเลย คอยดู้~
 
 พรุ่งนี้นัดมิตติ้งของ กระปุกกุ๊กกิ้ก...อยู่ดีๆปู่วิทก้อโทมาแต่เช้าตรู่เรยนะว่าไปมั้ยๆๆ โหย..ปู่วิท มาทีหลังดังกว่านะเนี่ย ฮ่าๆ
 
HapPy BirThday อรรจ นะ มีความสุขมากๆๆๆๆละกัน ขอให้ผอมมมมมสมจายยยย ...หึหึ
 
 
 
 
P.S. ถูกของยายปิ่มมม..."มะด้ายเจ้าชู้ แค่อยากเจออีกแร้...เอ้ย รักแท้"
wHere is Mr.right??!
 
 
ป.ล. ทำไม บล๊อกที่แล้ว counter มันขึ้นเปนพันเลยอ่ะแต่มีแค่ 5 comments เอง -__-" มากมั้ย?? ไคเข้ามาอ่านแล้วมะยอมเม้นขอให้ไม่มีแฟนไปตลอดชีวิต......สาธุ!!!!!
 
 
2007/1/1

ปีใหม่ : D

ปีใหม่ ไม่ได้ไปไหนนินา ขอทำตัวเปนประโยชน์โดยการนั่งอัพสเปซ หาบทความดีๆ ขำๆ (หรือขำไม่ออก) มาให้อ่านก้อแล้วกันนะ มะวานไปเซ็นทรัลกะครอบครัว ก้อพาพ่อกะแม่กะเจ้าเอ็นไปดูหนังเรื่อง Night @ museum แหละ ปล่อยฮาลั่นโรง หนุกมากมาย...(ขนาดรอบสอง-__-") พอหนังเลิกก้อวิ่งไปจองฟูจิ...แต่ขอโท้ด คิวยาวไปประมาณสี่สิบนาที...ไคจะไปรอล่ะคะ(แต่ก้อมีคนรอจิงๆ-*-) เลยเดินไปจองซากุระ สิบห้านาทีเอง ^^ เรยไปเดินเล่นรอ เจอร้านนารายา ไปแวะวื้อกระเป๋าที่แอร์เค้าใช้กันให้เอื้อยเปนของขวัญก่อนไปเทรนงานที่เกาหลีสองเดือน TTชั้นจาคิดถึงแก เลือกอยู่นาน หลายสีหลายลาย แล้วก้อสวยหลายแบบเรยอ้ะ ถ้าบ้านผลิตแบงค์ได้จะซื้อให้มานทั้งเซ๊ทเรยนะนั่น 555 เอ้ะ ถึงไหนแล้ว อ๋อ กินซากุระกัน สั่งซาลมอนซาซึมิ กะ ยำสาหร่ายสด พ่อกะแม่ถามอิ่มมั้ย...เราก้อส่ายหน้า แล้วเค้าก้อบอกว่ากินแค่พอแล้ววว จาได้ผอมๆ 555 (ผอมเย๊อะ มะเปนไรไปหาหม่ำต่อในซูเปอร์ก้อด้ายย) มีsmsเข้าประมาณ30อันได้ อวยพรปีใหม่ กะข่าววางระเบิด รู้สึกแย่อ่ะ ชีวิตคนเรามีค่าแค่ 30000บาทเองหรอ คนวางก้อทำไปได้เนอะ ระยำจิงๆ พี่ตั้มก้อโทมาบอกว่าป๊าบอกว่าอย่าไปไหนนะ มีระเบิดแล้วก้อมางอนเราซะงั้นที่รู้แล้วไม่โทไปบอก...แหม ก้อเพิ่งเหมือนกันแหละนั่น แหะๆ

พักต่อมาหมูอรรจก้อโทถามอยู่ไหนๆ ระเบิดๆ ฮ่าๆกลัวจะไม่โดนระเบิดล่ะสิ ขอโท้ดระดับนี้หนังเหนียวย่ะ (หนังยานแล้วนิเอง-*-) พอเราออกมาจากร้านซากุระนะ มันเกิดอะไรขึ้นหว่า? ยังมะสองทุ่มเรย ทำไมปิดร้านกานใหญ่ คนก้อเดินแบบแตกตื่น อ๋อรัฐบาลเค้าสั่งให้ปิดห้างนี่เอง เง้อ ออกมาจากห้างได้ก้อประมาณเกือบครึ่งชม. รถนี่แย่งกันออก ต่อแถวคืนบัตรจ่ายตัง โดนไปประมาณห้าสิบบาท...ขนาดมามะกี่ชม.เองนะเนี่ย TT ติดกันเข้าไปนั่น รีบนักก้อมะต้องเกบค่าที่จอดจิ อิอิ^^

~กลับมาถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ~

แล้วมันก้อผ่านไปอีกปีนึง..ที่แสนจาวุ่นวาย TT

(ขอเผาหน่อย วันก่อนไปเอสคุโด้มา ยัยปิ่มเมาหัวทิ่มเรยย ฮาๆๆๆ แล้วก้อเจอหลินด้วย...แหมๆบอกไม่สบายไม่มานะยะ เจอเด็กมหิดลเต็มเรย มิได้นัดหมายนะ 55)

สรุปปีใหม่นี้ได้เค้าดาวน์กะตาภาคเรย -*-ขอบจัยนะ อุตส่าโทมาหาจากแคนาดา ฟลุ๊คจิงทั้งๆที่ไม่ได้รู้ประสีประสาอะไรกะเค้าเรยว่าเที่ยงคืนแล้ว เง้อ

Thanks เพื่อนๆที่อยู่count dOwnด้วยกันในMsn

: อุ้ย ต้น ปิ่ม พี่ตั้ก พี่อ๋อง เยลลี่ ป่าน น้องพอร์จัง มะปราง น้องนนท์ เฮียต้น ดี และคนอื่นๆที่ไม่ได้ใส่ชื่อนะ ไม่ได้ลืม..แต่จำไมได้ 55

แล้วก้อขอบคุณสำหรับ msg นะจ้า

**เรื่องงาน Thailand Game Show รับทราบแล้วคับผม ขอบคุณคุงKornzaมา ณ.ที่นี้ด้วยนะคะ อุตส่าคาบข่าวมาบอกกันถึงที่^^ จะพยายามไปร่วมงานให้ได้นา**

ไปอ่านบทความกานดีก่านะ ขี้เกียจแพล่มแระ : p  


15 แซ่ผู้ชาย ในผับ ขำๆๆ

1.แซ่หวัง -ชื่อเต็ม หวังฟันเจ้า Cool

แซ่นี้เป็นแซ่ที่ใหญ่มากๆ ประมาณ 95%
ของผู้ชายในผับจะสังกัดอยู่ในแซ่นี้ 50 %
ของผู้ชายในแซ่นี้จะเป็นลูกครึ่งฝรั่ง โดยใช้ชื่อว่า "Wang One Night"
(หวังวันไนท์)
โดยที่ผู้ชายในแซ่นี้ส่วนใหญ่จะเกี่ยวดองกับแซ่อื่นๆด้วย(ตามแต่วิธีจี
บหญิง)

2.แซ่เสี่ยว-ชื่อเต็ม เสี่ยวจิงจิง

"เหนื่อยมั้ยที่ต้องวิ่งในหัวใจพี่","เจ็บมั้ยเวลาที่น้องตกลงมาจากฟ้า
"หรืออะไรเทือกนี้
คือคำทักทายของผู้ชายแซ่นี้ ผู้ชายแซ่นี้พอลงรถที่หมอชิต
หรือเสร็จจากแบกปูนก็จะมาเที่ยวผับทันที

แซ่นี้จะมีอาชีพเป็นคนรับใช้มาตั้งแต่โบราณเรียกได้ว่า
เป็นอาชีพประจำแซ่เลยก็ว่าได้ โดยที่ในสมัยโบราณจะเรียกคนแซ่นี้ว่า

"เสี่ยวเอ้อ"

ข้อควรระวัง....ถ้าคุณได้มีคราวเคราะห์เข้าลิฟท์กับคนแส่นี้
อย่าได้ถามหรือกดลิฟท์ให้เขาเชียวนะเพราะถ้าคุณถามว่า "ชั้นอะไร"
เพราะเขาจะตอบคุณว่า "ชั้นรักเธอ"

3.แซ่โชว์-ชื่อเต็ม โชว์ป๋าอ๋อง Cool

แซ่นี้จะต้องเป็นระดับ คหบดีหรือขุนนางเท่านั้น
เพราะจะต้องใช้ทุนทรัพย์อย่างต่ำ 2-3 พัน กับการสีหญิง1ครั้ง

ผู้ชายแซ่นี้บางคนจะเป็นโรคความจะเสื่อมเป็นพักๆ(เหมือนลุกนักการเมือง
บางคน)
เพราะเวลามีเรื่องจะชอบถามคนอืนว่า "รู้มั้ยว่า กุลูกใคร?"

4.แซ่หล่อ-ชื่อเต็ม หล่อจางเว่ย

แซ่นี้แทบไม่ต้องทำอะไรเลย แต่ยืนเฉยๆก็มีสาวมาติด

หรืออย่างเก่งก็แค่ขอไฟจุดบุหรี่ก็เรียบร้อย

5.แซ่เก๊ก-ชื่อเต็ม เก๊กจางเลย Cool

แซ่นี้จะมาดนิ่ง เป็นศิษท์ ปรมาจารไทเก๊ก จางซานฟง คติประจำใจคือ
"นิ่งสยบเคลื่อนไหว" จะไม่ค่อยเห็นคนในแซ่นี้เต้นเท่าไหร่
อย่างเก่งก็แค่ผงกหัวตามจังหวะ

6.แซ่แมน-ชื่อเต็ม แมนซิกหาย Cool

แซ่นี้จะมีร่างกายที่กำยำ ชอบใส่เสื้อฟิตโชว์ก้ลามเนื้อ
ทำอะไรจะชอบใช้กำลังเข้าว่า หรือในแบบที่ ผู้ชายแซ่อื่นเรียกว่า
"พวกบ้าพลัง" จุดอ่อนของผู้ชายแซ่นี้คือ ไม่สามารถเดินสีลมซอย 2 และ
4 ได้ เพราะเสี่ยงต่อการเป็นชายเหนือชายได้

ต้นตระกูลเป็นลูกครึ่ง มีเชื้อ ฝรั่ง จึงใช้ชื่อแซ่ว่า
แมนที่มาจากภาษาอังกฤษ MAN

ผู้ชายแซ่นี้จะแพ้ผู้ชายแซ่เดียวกันที่ใช้ชื่อว่า
แมน(อยาก)มีเมนส์

7.แซ่กั๊ก-ชื่อเต็ม เหลาต้องกั๊ก Cool

แซ่นี้จะมีอาชีพเป็นวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
เวลาพาหญิงมาที่โต๊ะจะติดนิสัยให้หญิงยืนอยู่ข้างหลังของตัวเอง(เหมือน
ตอนนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์)
และจะไม่แนะนำให้เพื่อนๆรู้จัก โดยที่ผู้ชายแซ่นี้จะมี พ่อแซ่กั๊ก
แม่แซ่หวง

8.แซ่ซุ่ม-ชื่อเต็ม ซุ่มจีบหยิง Cool

ผู้ชายแซ่นี้น่ากลัวมากสำหรับเพื่อนๆที่ไปด้วยกัน เพราะมันจะหายไป
5-15 นาที แล้วก็เดินมาบอกเพื่อนๆที่โต๊ะว่า "ไปล่ะ"
ผู้ชายแซ่นี้โดยมากจะลูกผสมระหว่าง แซ่ซุ่มและแซ่เซียน

9.แซ่ชิง-ชื่อเต็ม ชอบชิงจัง Cool

ผู้ชายแซ่นี้จะมีเพื่อนน้อยมากๆ
ใครที่เป็นเพื่อนกับผู้ชายแซ่นี้สังเกตุได้ง่ายมาก
คือที่หลังจะมีมีดเสียบอยู่หรือที่บ้านจะไม่มีห้องครัว(เพราะโดยตีท้ายหมดแล้ว)

ชื่อ ไทยของผู้ชายแซ่นี้ คือ "ชู้" จริงๆแล้ว แซ่นี้ไม่ใช่ แซ่ "ชิง"
แต่เป็นแซ่ "กัง" ต้นตระกูลของแซ่นี้คนแรกคือ "กังฉิน"
แต่ซึ่งในปัจจุบันได้เปลี่ยนจากอยู่ตามผับมาเป็นสภา(ผู้)แทน

ปัจจุบันแซ่นี้ได้ขยายพันธุ์ไปประเทศญี่ปุ่น
โดยเปลี่ยนแซ่เป็น แซ่ "ชิน"ต้นตระกูลแซ่นี้ในญี่ปุ่น ใช้ชื่อว่า
"ชินจัง" ที่ปัจจุบันมีชื่อเสียงโด่งดังในหลายประเทศ

10.แซ่เนียน- ชื่อเต็ม เนียนเนียนด้าย

ผู้ชายแซ่นี้มีความสามารถในการทำตัวกลมกลืนได้เป็นอย่างดี
กว่าเพื่อนๆจะรู้ว่ามันได้หญิงก็ไปตอนที่มันเดินกอดหญิงออกไปจากร้าน
สไตล์ค่อยๆเป็นค่อยๆไป ไม่จู่โจม เป็นStrategy
หลักของผู้ชายแซ่นี้

11.แซ่เนี๊ยบ-ชื่อเต็ม เนี๊ยบมาเลย


ผู้ชายแซ่นี้ตั้งแต่หัวจรดเท้าจะเนี๊ยบตลอด
ผมจะใส่เจลชนิดโดนพายุใต้ฝุ่นก็ไม่เสียทรง เสื้อผ้าเรียบตรึงเปรี๊ยย!
แต่ต้องระวังเพราะผู้ชายแซ๋นี้บางส่วนจะเป็น"ชายได้ชาย"

12.แซ่เซียน-ชื่อเต็ม เซียนเสี้ยนเสี้ยน

ผู้ชายแซ่นี้ จะไม่ชอบนอนบ้านของตัวเอง อาบน้ำเองไม่เป็น
มีประสบกามโชคโชน ผู้ชายแซ่นี้ที่โด่งดังไปทั่วโลก คือ Hugh Hefner
ซึ่งได้เปลี่ยนเป็นสัญชาติ เป็นสัญชาติอเมริกัน
หลังจากประสบความสำเร็จในการทำนิตยสาร Playboy ที่มียอดขายทั่วโลก

13.แซ่เหงา-ชื่อเต็ม เหงาเดียวดาย

ผู้ชายแซ่นี้โดยมากจะเป็นพวกอ่อนทุกอย่าง
ไม่ว่าจะเป็น ใจอ่อน คออ่อน เงินอ่อน หน้าอ่อน

ประสบการณ์(และประสบกาม)อ่อน

แซ่นี้มีที่มาจากจอมยุทธ์ที่โด่งดังในยุทธจักรในอดีต ที่มีฉายาว่า
"กระบี่เดียวดาย" อาหารที่ผู้ชายแซ่นี้ชอบกินคือ "แห้ว"
ชื่อไทยของผู้ชายแซ่นี้คือ "ละอ่อน"

14.แซ่หลง-ชื่อเต็ม หลงตัวจิง

ผู้ชายแซ่นี้ จะมีความมั่นใจในตัวเองอย่างมาก สังคมของผู้ชายแซ่นี้จะ
แคบ มีเพื่อนน้อย และผู้หญิงที่เข้ามาส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีเท่าไหร่
นอกจากพวกสิ้นคิด

15.แซ่ โง่-ชื่อเต็ม โง่จางเลย

ผู้ชายแซ่นี้น่าสงสารที่สุด เพราะด้วยมันสมองที่มีอยู่น้อย
ทำให้มักจะโดนหลอก(กินฟรี) หรือโดนปั่นหัวเล่นได้โดยง่าย
ผู้ชายแซ่นี้ปัจจุบันมีเหลืออยู่น้อยมาก แต่ก็ยังไม่สูญพันธุ์ไป
เพราะรุ่นใหม่ก็เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ โดยมากผู้ชายแซ่นี้จะ ดองกับ
แซ่เหงา

**ไม่ได้จะหลอกว่าไคนะ เอามาให้อ่านขำๆอ้ะ ^^


มนุษย์ Msn ในจำพวกต่อไปนี้ = =" ขอเต๊อะ เบื่อมากๆ



มนุษย์ อะไร? ใคร?

เจอบ่อยสุดๆพักนี้ ส่วนมากเป็นพวกขาดรักหรือไรมิทราบ

รู้แต่ว่าน่าจะ Add Contact มั่วซั่วไปหมดในปริมาณมากๆ แล้วจะจำใครไม่ได้สักคน

ครั้งสองครั้งแรก ก็ไม่เท่าไหร่ อาจจะยังจำไม่ค่อยได้ เพราะคุยเยอะ

น่าจะจำได้ลางๆบ้างว่าเคยคุยด้วยยังไงแต่จำชื่อไม่ได้ อันนี้โอเค รับได้

แต่บางคนนี่มาแบบ จำอะไรไม่ได้เลย = ="

Online ใหม่กี่ครั้ง ก็มาทักใหม่ ถามชื่อ ถามที่เรียน ถามอายุ

เอ่อ ... 50 First Chat หรือเปล่าคะเนี่ย ต้องทำความรู้จักใหม่ทุกครั้งที่คุย ราวกับไม่เคยคุยกันมาก่อน

เผลอๆ ต้องมาช่วยให้มันระลึกชาติอีก กว่าจะจำได้ แทบจะทุ่มคีย์บอร์ดทิ้ง

พวกนี้มักจะจบด้วยการ Block + Delete = =" ทำเพราะจำเป็น



มนุษย์เม้นด้วยจ้า

พวกนี้จะมาพร้อมกับ Link URL ของไดอารี่ พร้อมคำพูดสั้นๆประมาณว่า

"เม้นด้วยจ้า"

เม้นอาราย อาร๊ายย ,, สังเกต ในไดพวกนี้จะมีแต่แบบ "เม้นจ่ะ" / "เม้นแล้วนะ"

ดีใจไม๊น่ะ = ="



มนุษย์หลงรูป + ขอเบอร์

Add มา ทักไม่กี่ประโยค ก็จะมีคำพูด Classic มาเลยว่า

"มีรูปไหม ขอหน่อยสิ"

เผลอๆให้ไปหน้าตาไม่โดนใจมัน มันเลิกคุยด้วยอีกแน่ะ = =" น่าตบมาก

ไม่งั้นก็จะเป็นพวก Webcam ซึ่งปรกติเป็นพวกต่างประเทศ

ไม่มี บางทีมันก็จะเงียบไป = =" หายไปจากชีวิตเรา

ถ้ามาใหม่ มันเกิดจำเราไม่ได้ มันก็จะถามใหม่ แล้วเงียบใหม่

ทำไมไม่เดินไปคุยกะเพื่อนบ้านแกแทนเนี่ย อยากเห็นหน้ากันนักน่ะ -*-

ถ้าหากหน้าตาเราถูกใจมัน อาจจะมีปรากฎการณ์ You are the One ขึ้น

มันจะเริ่มเพ้อ แล้วชมเราไปต่างๆนานา ตามด้วยการขอเบอร์เป็นค่าชม



มนุษย์กลัวความเงียบ...อันนี้เจอบ่อย -*-

เป็นกับพวกที่เริ่มเล่นใหม่ๆ หรือ ไม่ก็กำลังพยายามเรียกร้องความสนใจ

กลัวโดนทิ้งให้หลงอยู่ใน MsN คนเดียวหรือว่าไงกัน

พอคุยๆไป เป็นธรรมดาที่เราจะหายไปทำอย่างอื่นสักพัก

และเงียบคุยจากมันไปไม่กี่วินาที "ทำไมเงียบอ่ะ หายไปไหนแล้ว"

โธ่เว้ย ... จะให้พล่ามตลอดหรือไงฟะ พวกนี้ = ="

แล้วไม่ใช่ครั้งสองครั้ง แต่มักจะเป็นทุกครั้งที่เงียบ เง้อ

หารู้ไม่ การพูดแบบนี้ โคตรน่ารำคาญและไม่น่าคุย



มนุษย์ Emoticons

กับบางคน คุยด้วยแล้วเหมือนอยู่ในคอนเสิร์ตลูกทุ่ง

วับๆแวบๆ แลดูรำคาญสายตา = =" เอามันทุกคำ ทุกตัวอักษร

ไม่พอ พวกแอดอีโมแบบทับศัพท์ คุยแทบจะไม่รู้เรื่อง

แถมบางที ไม่กล้าตอบ เพราะรออีโมมันไม่ขึ้นซะที เลยไม่รู้ว่ามันพูดอะไร

แหว่งๆ เหมือนคำปริศนาให้เราเอา ได้แต่หัวเราะตลกกลบเกลื่อน = ="



มนุษย์จับสั่น

เขย่ากันเข้าไป ส่ายกันเข้าไป

ตอนนี้เราก็ตั้งแบบไร้เสียงไปแล้ว เขย่าไปเลย ไม่สนแล้วเฟ้ย

พิมพ์งานอยู่ หน้าจอเราเด้งไปหามันเฉยเลย เซ็งมาก บางทีกำลังเขียนงาน สั่นมาปุ๊ป

 ไอเดียกระจายเลย อยากจะบอกว่า ขณะทื่พิมพ์อยู่ตอนนี้ ก็มีคนสั่นมาหาละ

 สงสัยมันอยากส่ายจัด = ="



ผู้อ่าน Request

มนุษย์ Online ไม่ Away ไม่ Busy แต่ไม่อยู่

อันนี้โดนเต็มๆ ตัวเองโดนเอง ก๊ากๆๆๆ แต่เป็นเพราะลืมอ่ะ

แต่ปรกติก็ตั้งเนียนไว้ตลอด คิคิ

อันนี้ก็เคยเจอ แบบ เราต้องการคุยด้วยมากๆ Online ทักไปไม่เคยอยู่

หรือว่าเราทำตัวให้มันรำคาญหรือเปล่า = =" ไม่น่านะ

แต่ที่เจอ น่าแปลกที่ว่า พวกนี้ พอเราไม่อยู่ปุ๊ป มันจะมาตอบปั๊ปทันที ทั้งๆที่เห็นว่าเราไม่อยู่

= =" มันจงใจเปล่าฟะ



มนุษย์ไร้ตา

อันนี้ขอเสริม พวกชอบทักมาตอนตั้ง Away หรือ Be Right Back

ซึ่งบางทีเราก็ไม่อยู่กันจริงๆ ใช่ป่ะ พวกนี้จะชอบทักมา พอเราไม่ตอบ

มันก็จะต่อว่าเชิงตัดพ้อ

หาว่าหยิ่งมั่งล่ะ ทำเปนน้อยใจมั่งล่ะ ไม่เหน Status หรือไงฟะ

 มันจะโดดกัดตาอยู่แล้ว ตอน Online ดีๆไม่ค่อยทัก พอไม่อยู่นี่จะมาทัก

เสร็จก็มาทำงอน ไคจาไปง้อ(วะ) = =" บ้า

ที่มา http://planet.kapook.com/nuuple


3.ผู้หญิงไม่ชอบให้แฟนตัวเอง...

นอกใจ : ข้ออื่นอาจให้อภัยได้ แต่ข้อนี้ยากส์

เหล่สาวอื่น : ทำอย่างนี้ฉันเสียหน้าแค่ไหนรู้มั้ย

โกหก : จะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็ไม่สำคัญ ถ้ารู้ทีหลังว่าฉันถูกหลอกละก็น่าดูชม

ไม่รักษาสัญญา : การ"ลืม"ในสิ่งที่เคยตกปากรับคำกับฉันเอาไว้ มันบอกถึงการไม่เอาใจใส่

นิ่งเงียบ : บอกมาสิว่าจะเอายังไง ปล่อยให้ฉันคิดเองอยู่ได้

"ไม่ว่าง" : คำๆนี้ฉันคิดไปไกลถึงขนาดที่คุณเห็นคนอื่นสำคัญกว่าฉัน

วิจารณ์หน้าตาและสัดส่วน : ฉันจะอ้วน ดำ สิวเกรอะกรังแค่ไหน คุณก็เลือกฉันมาเป็นแฟนนี่ แล้วจะมาตอกย้ำจุดด้อยให้ฉันเสียความมั่นใจทำไม เปลี่ยนเป็นให้กำลังใจดีกว่า

ขี้งก : ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ลืมกระเป๋าตังค์ทุกทีที่ต้องจ่ายเงิน อย่างน้อยคนละครึ่งก็ยังดี

ใจแคบ : เช่น เช่นที่นั่งข้าใครอย่าแตะ ปล่อยให้คนชราหรือเด็กยืนขาแข็งอยู่ตรงหน้าบนรถเมล์

นินทา : วิพากวิจารณ์ ดูถูกคนอื่น มันชวนให้สงสัยว่าลับหลังคุณเอาฉันไปเผากี่เรื่อง

โชว์พาว : ต่อให้หล่อแค่ไหนแค่ทำเป็นเก๊กเมื่อไหร่เสน่ห์หมดไปทันที

เป็นลูกแหง่ : จะทำอะไรสักอย่างต้องรอขอความเห็นจาคนรอบข้างเสมอ

ใจดีกับแฟนเก่า : ให้คำปรึกษา พาไปโน่นนี่แล้วมาบอกว่าเป็นแค่เพื่อนที่ดีต่อกัน

ติดเพื่อน : มีงานสังสรรค์ไม่เว้นแต่ละวัน

หายเข้ากลีบเมฆ : ตัดขาดการติดต่อทุกทาง ทำให้เป็นห่วงกระวนกระวายใจ

ไม่สนใจฟังปัญหา : ช่วยแก้ไขอะไรก็ไม่ได้ แค่ช่วยรับฟังฉันสักหน่อยก็ยังดี

ไม่แคร์ : เฉยเมยเย็นชาไม่ห่วงใยไม่ใส่ใจฉันสักนิด


4

ผู้หญิง ตัดสินผู้ชายจากอะไร (ลับเฉพาะผู้ชายอ่านนะ)

คุณดูเป็นยังไง

เขาจ้องมองเธอที่หน้าอกตลอดเวลา หรือเปล่า เขาเป็นคนที่มีอารมณ์ขันไม๊ หรือเป็นพวกที่ทำอะไรก็ดูแย่ไปหมด และเชื่อเถอะค่ะ เธอจะสังเกตทั้งหมดในสิ่งที่คุณเป็นตั้งแต่นัดแรกเลยละค่ะ

คุณเหมือนแฟนเก่าไม๊ Cool

เธอมักจะเปรียบเทียบทุกอย่าง กับคนรักที่ผ่านมาของเธอ "สิ่งที่ผู้หญิงต้องการ จะมีพื้นฐานมาจาก ประสบการณ์ของชีวิตคูที่ผ่านมาในอดีต ไม่ว่าจะเป็น ในทางที่ดี หรือว่าในทางที่ไม่ดี" Kauffman ให้คำแนะนำเอาไว้ว่า ดังนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เธอพูดถึงแฟนเก่า ตั้งใจฟังให้ดีนะค่ะ

คุณยังฝังใจกับอดีตหรือเปล่า

เธอต้องการทั้งหมดของคุณ หัวใจทั้งดวงของคุณ ไม่เหลือที่ให้ไว้กับความรู้สึกที่ผ่านมาในอดีต

รู้จักพูดและรู้จักฟัง (มากกว่าพูด) Cool

แม้ว่าตามปกติแล้ว ผู้หญิงจะเป็นคนที่พูดมากกว่า ร้อยละ 80 ของบทสนทนาระหว่างคุณกับเธอ ดังนั้นพยายามให้แน่ใจนะครับ ว่าร้อยละ 20 ที่คุณมีโอกาสได้พุดนั้น มีสาระสำคัญ โดยเฉพาะกับความสัมพันธ์ของคุณ

ความใจกว้าง

ผู้หญิงนะครับมีความสามารถพิเศษในการที่จะโยงเรื่องหนึ่ง ไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง เช่นการที่คุณให้ tip และ การพนันว่าแมวจะจมน้ำตายหรือเปล่า ไปสู่การสัดว่าคุณเป็นคนที่มีจิตใจอย่างไร

เข้าใจเธอ และชื่นชมในความเป็นเธอ

ถ้าคุณไม่สามารถรับรู้คุณค่าในความเป็นเธอ ไม่สามารถที่จะเข้าในความคิด หรือแม้กระทั่งอะไรคือความทะเยอทะยานของเธอ ฉันว่าคุณสอบตกแล้วละค่ะ เริ่มต้นใหม่ดีกว่าครับ พูดคุยกันให้มากขึ้น ถามเธอให้มากขึ้น และตั้งใจฟังอย่างแท้จริง

คุณเปิดกว้างเรื่องความสัมพันธ์ Cool

แต่คุณยังไม่คิดว่ามันยังไม่จำเป็นเอาละครับ ถ้าคุณตกข้อนี้ข้อเดียว ข้ออื่นไม่ต้องพูดถึงแล้วค่ะ

คุณรักษาสัญญาหรือเปล่า?

ถ้าจากประสบการณ์ที่ผ่านมา คุณดูไม่น่าเถือเอาเสียเลย แล้วเธอจะไว้ใจคุณกับชีวิตที่เหลือได้อย่างไร


รักฉบับออนไลน์

...การแสวงหาความรักที่ออนไลน์อยู่บนโลกไซเบอร์ใบนี้...

ไม่ได้ง่ายดายหรือยากลำบาก
ไปกว่าการแสวงหาความรักในโลกแห่งความเป็นจริง
ที่มีผู้คนเดินสวนกันไปมาแม้แต่น้อย

มันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากชีวิตจริง
คุณจะบอกได้ในทันที
ที่คุณเดินสวนกับใครสักคน และรู้สึกสะดุดตา
สะดุดความรู้สึกกับใครคนนั้นไหม ว่าคนๆนั้นคือ

คนที่ใช่....คือใครบางคนที่คุณตามหา
หรือคือคนที่คุณมั่นใจว่าจะวางอนาคตไว้ร่วมกับเขา
แน่นอน...หากคุณยังมีเหตุผลเพียงพอ
ที่จะไม่ปล่อยให้อารมณ์อ่อนไหววาบหวามเป็นตัวบงการ
ว่าคนที่คุณคิดว่า เขาอาจจะใช่คนที่คุณรอคอย
คือ คนที่จะร่วมชีวิตกับคุณ
จนกว่าคุณจะได้เรียนรู้
และพิสูจน์คนคนนั้นอย่างชัดเจนเสียก่อน

การแลกเปลี่ยนทางความคิด
กับคนพิเศษที่ออนไลน์มาพบกัน
อาจเริ่มต้นขึ้นอย่างเปิดเผยและง่ายดาย
ความสวยงามของตัวหนังสือที่พิมพ์ส่งมา
อาจมีมนต์ขลังเสียจนทำให้หัวใจของคุณ....
ผูกมัดด้วยจินตนาการงดงามของภาพฝันอุดมคติ
แต่คุณจะด่วนสรุปได้อย่างไรว่า.....
นั่นคือ......ความรัก
จนกว่าคุณจะก้าวออกมาจากโลกแห่งความฝันของคุณ
เพื่อมาพบกับความเป็นจริงที่คนคนนั้นเป็นอยู่

การปล่อยให้ตัวเองผูกพันกับจินตนาการ
มีแต่จะทำให้คุณพบกับความผิดหวังและปวดร้าว
หากภาพฝันนั้นไม่เป็นอย่างที่คุณคิด

ความรักไม่อาจเริ่มต้นระหว่างคนแปลกหน้า
และไม่ว่าคุณจะออนไลน์
คุยกับเขายาวนานนับปี
ด้วยความรู้สึกที่คุ้นเคยเปิดเผยเพียงไร
กำแพงแห่งความแปลกหน้าก็ไม่มีวันพังทลายลง
จนกว่าคุณและเขาจะได้พบกันในโลกแห่งความเป็นจริง

รักแท้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายดายบนโลกสับสนใบนี้
และยิ่งไม่อาจค้นพบได้ง่ายดายในโลกที่มองไม่เห็น
ความรักต้องการการเรียนรู้
และเข้าใจอย่างลึกซึ้งระหว่างคนสองคน
ความรักคือการรู้จัก
เพื่อที่จะยอมรับในตัวตนของกันละกันอย่างแท้จริง

ดังนั้นหากคุณกำลังคิดว่า
คุณมีความรัก หรือเจ็บปวดกับคนพิเศษซักคน
ที่ออนไลน์มาพบกันประจำทุกวัน
ทั้งที่คุณไม่เคยได้ยินเสียง ไม่เคยเห็นหน้า
และไม่เคยจะรับรู้ความจริงว่า
เขาเป็นอย่างไรเมื่อใช้ชีวิตอยู่ในสังคมปกติ
หรือเพียงแต่หลงรักภาพอุดมคติที่ตัวเอง เป็นคนสร้างขึ้นมา
ก็คือการพาเขาก้าวออกมาจากโลกแห่งจินตนาการใบนั้น
เพื่อมาพบกันในชีวิตจริง

จำไว้ว่า..หนึ่งปีที่คุยกัน...ก็ไม่เท่าหนึ่งวันที่ได้พบหน้า
เมื่อคุณพบเขา
คุณจะได้คำตอบกับตัวเองชัดเจนว่า
เขา คือคนที่คุณสมควรเรียนรู้
และรู้สึกพิเศษต่อไปหรือไม่
สีหน้า แววตา และภาษาท่าทางอื่นๆของเขา
คือสิ่งที่จะทำให้คุณรู้ชัดเจนได้มากกว่า...
ตัวหนังสือ ที่อ่อนหวานห่วงใยที่พิมพ์ส่งมา
หรือเสียงทางโทรศัพท์ว่าเขาคือเพื่อนที่จริงใจ
และต้องการผูกมัดกับคุณอย่างจริงจัง
หรือ เพียง แต่ ต้อง การ ให้ คุณ ตก หลุม พราง
ใน การ ใช้ ภาษา เพื่อ ความ สนุก ในเกม
หรือ ผล ประ โยชน์ ทาง อารมณ์
หากคุณรู้ตัวว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่อ่อนไหว
เชื่อคนง่าย และมองโลกในแง่ดีเกินไป
ก็จงอย่าใช้ หัวใจในการตัดสิน
และรับรู้ตัวหนังสือที่ผ่านมาทางอินเตอร์เนต
และจงใช้สมองในการอ่านทุกตัวอักษรอย่างมีสติ
อย่าปล่อยให้กับดักของภาษา พันธนาการหัวใจคุณ
อย่างที่ตัวฉันเองและเพื่อนๆ อีกหลายคนเคยเผลอไผลมาก่อน

แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีเหตุผล
และเท่าทันเกมสนุกในโลกไซเบอร์นี้
จนรู้สึกชินชากับทุกตัวหนังสือทุกตัวที่พิมพ์ส่งมา
ก็ได้โปรดอย่าใช้ตัวหนังสือของคุณ
ตอบกลับไปในสิ่งที่ตัวคุณเองไม่ได้รู้สึกรู้สา
เพราะคนที่ได้อ่านข้อความของคุณ
อาจเป็นเพียงมือใหม่ที่อ่อนไหว
และตกหลุมพรางของถ้อยคำที่คุณใช้ได้ง่ายดาย

To handle yourself, use your head,
To handle others, use your heart.

จงใช้สมองดูแลหัวใจของคุณเอง
และจงใช้หัวใจเพื่อดูแลหัวใจดวงอื่นๆที่ออนไลน์มาพบกับคุณ.....
หากคุณเป็นคนหนึ่งซึ่งกำลังออนไลน์เพือค้นหารักแท้
ก็ขอให้คุณโชคดีและเดินทางในโลกไซเบอร์นี้อย่างปลอดภัย
จนกว่าจะพบใครซักคนที่พร้อมจะก้าวไปในชีวิตจริงกับคุณ
ที่สำคัญ....อย่าลืมระมัดระวังดูแลหัวใจคุณเองให้ดี
ตลอดการเดินทางครั้งนี้ด้วย

ไม่เคยมีใครที่ดีพร้อม
ขอให้เรายอมรับความจริงในข้อนี้
ฉะนั้นการคบหากับใครสักคน
ก็อย่าคาดหวังเสียจนเลิศเลอ
เพราะเขาก็คือมนุษย์ปุถุชนธรรมดาเหมือนกับเรา
ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียปะปนอยู่ในตัว
การตั้งความคาดหวังไว้สูง
ก็เหมือนการขีดเส้นวงจำกัดไว้คับแคบ
ซึ่งสักวันเราอาจต้องสูญเสีย
ทั้งความรู้สึกและมิตรภาพ
สุดท้าย...เราก็ไม่อาจจะคบหาใครได้จริงจังเลย
แม้แต่สักคนเดียว
...การแสวงหาความรักที่ออนไลน์อยู่บนโลกไซเบอร์ใบนี้

ไม่ได้ง่ายดายหรือยากลำบาก
ไปกว่าการแสวงหาความรักในโลกแห่งความเป็นจริง
ที่มีผู้คนเดินสวนกันไปมาแม้แต่น้อย

มันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากชีวิตจริง
คุณจะบอกได้ในทันที
ที่คุณเดินสวนกับใครสักคน และรู้สึกสะดุดตา
สะดุดความรู้สึกกับใครคนนั้นไหม ว่าคนๆนั้นคือ

คนที่ใช่....คือใครบางคนที่คุณตามหา
หรือคือคนที่คุณมั่นใจว่าจะวางอนาคตไว้ร่วมกับเขา
แน่นอน...หากคุณยังมีเหตุผลเพียงพอ
ที่จะไม่ปล่อยให้อารมณ์อ่อนไหววาบหวามเป็นตัวบงการ
ว่าคนที่คุณคิดว่า เขาอาจจะใช่คนที่คุณรอคอย
คือ คนที่จะร่วมชีวิตกับคุณ
จนกว่าคุณจะได้เรียนรู้
และพิสูจน์คนคนนั้นอย่างชัดเจนเสียก่อน

การแลกเปลี่ยนทางความคิด
กับคนพิเศษที่ออนไลน์มาพบกัน
อาจเริ่มต้นขึ้นอย่างเปิดเผยและง่ายดาย
ความสวยงามของตัวหนังสือที่พิมพ์ส่งมา
อาจมีมนต์ขลังเสียจนทำให้หัวใจของคุณ....
ผูกมัดด้วยจินตนาการงดงามของภาพฝันอุดมคติ
แต่คุณจะด่วนสรุปได้อย่างไรว่า.....
นั่นคือ......ความรัก
จนกว่าคุณจะก้าวออกมาจากโลกแห่งความฝันของคุณ
เพื่อมาพบกับความเป็นจริงที่คนคนนั้นเป็นอยู่

การปล่อยให้ตัวเองผูกพันกับจินตนาการ
มีแต่จะทำให้คุณพบกับความผิดหวังและปวดร้าว
หากภาพฝันนั้นไม่เป็นอย่างที่คุณคิด

ความรักไม่อาจเริ่มต้นระหว่างคนแปลกหน้า
และไม่ว่าคุณจะออนไลน์
คุยกับเขายาวนานนับปี
ด้วยความรู้สึกที่คุ้นเคยเปิดเผยเพียงไร
กำแพงแห่งความแปลกหน้าก็ไม่มีวันพังทลายลง
จนกว่าคุณและเขาจะได้พบกันในโลกแห่งความเป็นจริง

รักแท้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายดายบนโลกสับสนใบนี้
และยิ่งไม่อาจค้นพบได้ง่ายดายในโลกที่มองไม่เห็น
ความรักต้องการการเรียนรู้
และเข้าใจอย่างลึกซึ้งระหว่างคนสองคน
ความรักคือการรู้จัก
เพื่อที่จะยอมรับในตัวตนของกันละกันอย่างแท้จริง

ดังนั้นหากคุณกำลังคิดว่า
คุณมีความรัก หรือเจ็บปวดกับคนพิเศษซักคน
ที่ออนไลน์มาพบกันประจำทุกวัน
ทั้งที่คุณไม่เคยได้ยินเสียง ไม่เคยเห็นหน้า
และไม่เคยจะรับรู้ความจริงว่า
เขาเป็นอย่างไรเมื่อใช้ชีวิตอยู่ในสังคมปกติ
หรือเพียงแต่หลงรักภาพอุดมคติที่ตัวเอง เป็นคนสร้างขึ้นมา
ก็คือการพาเขาก้าวออกมาจากโลกแห่งจินตนาการใบนั้น
เพื่อมาพบกันในชีวิตจริง

จำไว้ว่า..หนึ่งปีที่คุยกัน...ก็ไม่เท่าหนึ่งวันที่ได้พบหน้า
เมื่อคุณพบเขา
คุณจะได้คำตอบกับตัวเองชัดเจนว่า
เขา คือคนที่คุณสมควรเรียนรู้
และรู้สึกพิเศษต่อไปหรือไม่
สีหน้า แววตา และภาษาท่าทางอื่นๆของเขา
คือสิ่งที่จะทำให้คุณรู้ชัดเจนได้มากกว่า...
ตัวหนังสือ ที่อ่อนหวานห่วงใยที่พิมพ์ส่งมา
หรือเสียงทางโทรศัพท์ว่าเขาคือเพื่อนที่จริงใจ
และต้องการผูกมัดกับคุณอย่างจริงจัง
หรือ เพียง แต่ ต้อง การ ให้ คุณ ตก หลุม พราง
ใน การ ใช้ ภาษา เพื่อ ความ สนุก ในเกม
หรือ ผล ประ โยชน์ ทาง อารมณ์
หากคุณรู้ตัวว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่อ่อนไหว
เชื่อคนง่าย และมองโลกในแง่ดีเกินไป
ก็จงอย่าใช้ หัวใจในการตัดสิน
และรับรู้ตัวหนังสือที่ผ่านมาทางอินเตอร์เนต
และจงใช้สมองในการอ่านทุกตัวอักษรอย่างมีสติ
อย่าปล่อยให้กับดักของภาษา พันธนาการหัวใจคุณ
อย่างที่ตัวฉันเองและเพื่อนๆ อีกหลายคนเคยเผลอไผลมาก่อน

แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีเหตุผล
และเท่าทันเกมสนุกในโลกไซเบอร์นี้
จนรู้สึกชินชากับทุกตัวหนังสือทุกตัวที่พิมพ์ส่งมา
ก็ได้โปรดอย่าใช้ตัวหนังสือของคุณ
ตอบกลับไปในสิ่งที่ตัวคุณเองไม่ได้รู้สึกรู้สา
เพราะคนที่ได้อ่านข้อความของคุณ
อาจเป็นเพียงมือใหม่ที่อ่อนไหว
และตกหลุมพรางของถ้อยคำที่คุณใช้ได้ง่ายดาย

To handle yourself, use your head,
To handle others, use your heart.

จงใช้สมองดูแลหัวใจของคุณเอง
และจงใช้หัวใจเพื่อดูแลหัวใจดวงอื่นๆที่ออนไลน์มาพบกับคุณ.....
หากคุณเป็นคนหนึ่งซึ่งกำลังออนไลน์เพือค้นหารักแท้
ก็ขอให้คุณโชคดีและเดินทางในโลกไซเบอร์นี้อย่างปลอดภัย
จนกว่าจะพบใครซักคนที่พร้อมจะก้าวไปในชีวิตจริงกับคุณ
ที่สำคัญ....อย่าลืมระมัดระวังดูแลหัวใจคุณเองให้ดี
ตลอดการเดินทางครั้งนี้ด้วย

ไม่เคยมีใครที่ดีพร้อม
ขอให้เรายอมรับความจริงในข้อนี้
ฉะนั้นการคบหากับใครสักคน
ก็อย่าคาดหวังเสียจนเลิศเลอ
เพราะเขาก็คือมนุษย์ปุถุชนธรรมดาเหมือนกับเรา
ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียปะปนอยู่ในตัว
การตั้งความคาดหวังไว้สูง
ก็เหมือนการขีดเส้นวงจำกัดไว้คับแคบ
ซึ่งสักวันเราอาจต้องสูญเสีย
ทั้งความรู้สึกและมิตรภาพ
สุดท้าย...เราก็ไม่อาจจะคบหาใครได้จริงจังเลย
แม้แต่สักคนเดียว
 

 

HappY new Year นะคะ สิ่งอะไรที่ไม่ดีก้อโยนทิ้งไว้ในปีเก่าๆนะ

ขอให้มีความสุขกานทุกๆคน วู้วๆ